คุณ กา - เสด
วันที่ 23 Jul 2007 16:33
IP 125.26.81.143
มารู้จักเกษตรอินทรย์..... กันเถอะครับ
เกษตรอินทรีย์ คืออะไร<br>
<br>
<br>
เกษตรอินทรีย์ คือ : การทำการเกษตร (ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์)ฉ ที่ไม่ใช้สารเคมีมนุษย์ทำขึ้นแต่ใช้วัสดุจากธรรมชาติแทนเพื่อลดพิษภัยที่อาจเกิดจากสารเคมี ทั้งในดิน ในน้ำ ในอากาศและในผลผลิต<br>
<br>
เกษตรอินทรีย์ เป็นระบบการเกษตรที่ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัดโรคแมลงศัตรูพืช ไม่ใช้สารเคมีในการกำจัดวัชพืช ตลอดจนไม่ใช้ฮอร์โมนจะกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืชและสัตว์เน้นการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินและของชีวภาพ คือ ดินที่มีจุลินทรีย์ และสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ในดินที่เป็นประโยชน์ในปริมาณมาก<br>
<br>
เกษตรอินทรีย์ คือ การทำการเกษตรเลียนแบบธรรมชาติ เป็นการทำการเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมีใด ๆ หัวของการทำการเกษตรอินทรีย์อยู่ที่ดิน กระบวนการปรับปรุงบำรุงดินที่ตายแล้วคืนสู่ดินมีชีวิต จะไม่มีความยากลำบากใด ๆ เลยต่อเกษตรกรที่มีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะเปลี่ยนจากเกษตรกรรมอันมืดมัวมาสู่เกษตรกรรมที่รุ่งเรือง ก้าวหน้า และมีสุขภาพพลานามัย หรือคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีชีวภาพ ทำให้การเปลี่ยนแปลงตามปกติ เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด เมื่อปฏิบัติไปได้สักระยะหนึ่งเมื่อดินได้ถูกปรับสภาพแล้ว ผลผลิตของเกษตรอินทรีย์จะผิดไปจากเกษตรกรรมเคมีโดยสิ้นเชิง คือ รสชาติอร่อยเก็บไว้ได้นาน น้ำหนักดี สีสวย ไร้สารพิษปราศจากอันตรายต่อชีวิตผู้ผลิต และผู้บริโภคผลไม้บางชนิดและหลายชนิด เมื่อดินถูกปรับสภาพจะทำให้ผลผลิตดกตลอดปี เศรษฐกิจดีกว่าเก่า ปัญหาโรคแมลงศัตรูพืชจะลดลงเพราะจุลินทรีย์จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน ภูมิต้านทานธรรมชาติใบอ่อนของพืชจะไม่ถูกทำลายใบแก่ที่ขาดภูมิต้านทานธรรมชาติอาจถูกทำลายจากศัตรูพืชบ้าง <br>
<br>
<br>
<br>
ทำไม………..ต้องทำเกษตรอินทรีย์ ?<br>
<br>
การทำการเกษตรระยะเวลา 50 กว่าปีที่ผ่านมา ได้ใช้พื้นที่ป่าไม้ไปมาก เป็นเหตุให้ปริมาณฝนลดน้อยลงและตกไม่ถูกต้องตามฤดูกาล ดินขาดการถูกบำรุงอย่างถูกต้อง ต้องใช้ปุ๋ยเคมีอย่างมากเพื่อเพิ่มผลผลิตให้เพียงพอกับความต้องการของพลเมืองที่เพิ่มขึ้นเมื่อใส่ปุ๋ยมากเกินไปทำให้ต้นพืช<br>
<br>
อ่อนแอ จึงใช้สารเคมีฆ่าแมลงและเชื่อโรคกันขนาดใหญ่ ผลที่เกิดขึ้นคือดินเสื่อมโทรม ปลูกพืชไม่ขึ้น สารพิษตกค้างในพืชผล ในดิน ในน้ำ คนสัตว์เจ็บป่วย คนทั่วโลกจึงหันมาทำการเกษตรแบบอินทรีย์มากขึ้น <br>
<br>
<br>
<br>
<br>
<br>
ทำเกษตรอินทรีย์แล้วขายที่ไหน ?<br>
<br>
ก่อนคิดเรื่องขาย ขอให้ผู้ปลูกและคนไทยทุกคนคิดถึงเรื่องสุขภาพของผู้ปลูกและผู้บริโภคให้ได้กินอาหารที่ไม่มีสารพิษมีภัยก่อน เพราะจะทำให้คนไทยไม่เจ็บไข้ได้ป่วย<br>
<br>
&plusmn; ต่างประเทศรับซื้อแน่นอนหากผลผลิตได้มาตรฐาน <br>
<br>
&plusmn; ขณะนี้ทั่วโลกซื้อขายกันปีละ 600,000 ล้านบาท<br>
<br>
&plusmn; ตลาดใหญ่ ๆ คือยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น<br>
<br>
&plusmn; ที่ส่งขายแล้วขณะนี้มีข้าว กล้วยหอม หน่อไม้ฝรั่ง กระเจี๊ยบเขียว สับปะรด ข้าวโพด ผักอ่อน ขิง และสมุนไพรอื่น ๆ<br>
<br>
&plusmn; ราคาเฉลี่ยทั่วโลกสูงกว่าผลิตผลทั่วไป 20-50 เปอร์เซ็นต์ <br>
<br>
<br>
<br>
ตารางเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของเกษตรเคมีและเกษตรอินทรีย์ <br>
เกษตรเคมี เกษตรอินทรีย์ <br>
1. ดินเป็นกรดมากขึ้น<br>
2. เชื้อโรคระบาดได้ง่าย<br>
<br>
3. พืชนำไปใช้ประโยชน์ได้น้อย สูญเสียมาก<br>
<br>
4. รากกุดเพราะดินแน่น<br>
<br>
5. ราคาแพงต้องพึ่งต่างประเทศ<br>
<br>
6. เห็นผลเร็วแต่ไม่นาน มีผลผกระทบต่อระบบนิเวศเกษตร<br>
<br>
7. คุณค่าทางอาหารน้อย<br>
<br>
8. แมลงศัตรูพืชระบาดได้ง่าย<br>
<br>
9. ตลาดโลกกีดกัน<br>
1. ดินเป็นกลางเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช<br>
2. มีจุลินทรีย์ที่ยับยั้งหรือฆ่าเชื้อโรคในดินได้<br>
<br>
3. พืชนำไปใช้ประโยชน์ได้เต็มที่<br>
<br>
4. รากเดินได้ดี ดินร่วนซุย<br>
<br>
5. ราคาถูก หาง่ายในฟาร์ม พึ่งตนเอง<br>
<br>
6. ถ้าปรับสภาพได้ดีแล้วจะเห็นผล ได้เร็วอยู่ได้นานไม่มีผลกระทบต่อนิเวศเกษตร<br>
<br>
7. คุณค่าทางอาหารสูง<br>
<br>
8. ลดปัญหาการระบาดของแมลงศัตรูพืช มีความต้านทาน<br>
<br>
9. เป็นแนวทางสู่การพัฒนาการเกษตรแบบยั่งยืน<br>
<br>
<br>
<br>
<br>
<br>
<br>
<br>
วิธีและหลักการของเกษตรอินทรีย์<br>
1. ไม่ใช้สารเคมีใด ๆ ทั้งสิ้น เช่น ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ และยาปราบศัตรูพืช<br>
<br>
2. มีการไถพรวนระยะเริ่มแรก และลดการไถพรวนเมื่อปลูกไปนาน ๆ เพื่อรักษาสภาพโครงสร้างของดิน<br>
<br>
3. มีการเปลี่ยนโครงสร้างจองดินตามธรรมชาติ คือ มีการคลุมดินด้วยใบไม้แห้ง หญ้าแห้ง ฟางแห้ง วัสดุอื่น ๆ ที่หาได้ในท้องถิ่นเพื่อรักษาความชื้นของดิน<br>
<br>
4. มีการใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกและปุ๋ยพืชสด<br>
<br>
5. มีการเติมจุลินทรีย์ท้องถิ่นที่มีประโยชน์<br>
<br>
6. มีการเอาเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วย เช่น เทคนิคการปลูก การดูแลเอาใจใส่ การขยายพันธุ์พืชการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์การให้น้ำ ตลอดจนการเก็บเกี่ยว<br>
<br>
7. มีการปลูกอย่างต่อเนื่องไม่ปล่อยที่ดินให้ว่างเปล่าแห้งแล้ง ทำให้โครงสร้างของดินเสีย<br>
<br>
จุลินทรีย์จะตาย อย่างน้อยให้ปลูกพืชคลุมดินชนิดใดก็ได้<br>
8. มีการป้องกันโดยใช้สารสกัดธรรมชาติ เช่น สะเดา ข่า ตะไคร้ ยาสูบ โล่ติ้น และพืชสมุนไพรอื่น ๆ ที่มีอยู่ในท้องถิ่น<br>
<br>
ดังนั้น วิธีการเกษตรอินทรีย์ จึงมิใช่เกษตรกรรมของคนขี้เกียจ ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม ต้องมีความมานะ พยายาม ขยันเอาใจใส่ อดทน ประหยัด ส่งเสริมเกษตรผสมผสานและไร่นาสวนผสม<br>
<br>
หลักการผลิตพืชเกษตรอินทรีย์ และการปรับปรุงดิน<br>
&otilde; ไม่เผาตอซัง ใช้ปุ๋ย ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยชีวภาพ<br>
<br>
&otilde; ใช้วิธีผสมผสาน ระบบการปลูกพืชผสมผสานหลายชนิด และเกื่อ<font color=red>***</font>ลกัน<br>
<br>
คุณภาพของผลผลิตเกษตรอินทรีย์<br>
&ocirc; รสชาติดี สีสวย น้ำหนักดี เก็บได้นาน<br>
<br>
&ocirc; มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ผู้บริโภคปลอดภัย<br>
<br>
&ocirc; เพิ่มผลผลิตสูงขึ้น<br>
<br>
<br>
<br>
<br>
<br>
<br>
<br>
<br>
<br>
<br>
<br>
การผลิตปุ๋ยอินทรีย์<br>
<br>
<br>
ปริมาณอินทรีย์วัตถุในดินของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนใหญ่ต่ำกว่าจุดวิกฤติ คือ น้อยกว่า 1 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากปัจจัยหลายประการ ได้แก่ ที่ตั้งของประเทศอยู่ในสภาพภูมิอากาศในเขตร้อนชื้นจึงมีอัตราการย่อยสลายอินทรีย์วัตถุในดินเกิดขึ้นเร็ว การทำการเกษตรติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยไม่มีการเพิ่มอินทรีย์วัตถุให้แก่ดินอย่างเพียงพอ หรือ ปริมาณอินทรีย์วัตถุที่ใส่ลวไปในดินน้อยกว่าอัตราการย่อยสลายของอินทรีย์วัตถุในดิน ความลาดเทของพื้นที่ และประกอบกับดินส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนทราย ทำให้เกิดการชะล้างหน้าดินสูง และการใช้ที่ดินอย่างไม่ถูกหลักการอนุรักษ์ดิน สิ่งเหล่านี้คือปัจจัยที่ทำให้ปริมาณอินทรีย์วัตถุในดินลดลงอย่างรวดเร็ว<br>
<br>
การใส่ปุ๋ยอินทรีย์ให้แก่ดิน จึงเป็นแนวทางเดียวที่จะช่วยยกระดับของอินทรีย์วัตถุในดินให้สูงขึ้นซึ่งจะเป็นการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ และเพิ่มธาตุอาหารให้แก่ดิน ซึ่งเป็นวิธีการทำเกษตรอินทรีย์ในขึ้นต้น ดังนี้<br>
<br>
1. ไม่เผาตอซัง การเผาตอซัง เป็นการทำลายสภาพแวดล้อมทำให้มลภาวะเป็นพิษ ทำลายปุ๋ยอินทรีย์ ทำให้โครงสร้างของดินจับตัวกันแน่น แข็งกระด้าง จุลินทรีย์ในดินที่มีประโยชน์ในพืชถูกทำลาย สูญเสียธาตุอาหารพืช และสูญเสียน้ำในดิน ทำให้ดินแห้ง ฉะนั้นเกษตรกรจะต้องไม่เผาตอซังโดยเด็ดขาด<br>
<br>
2. การใช้ปุ๋ยคอก, ปุ๋ยหมัก บำรุงดิน<br>
<br>
&divide; ปุ๋ยคอก<br>
<br>
คือ มูลสัตว์ที่ขับถ่ายออกมาเป็นส่วนที่ร่างกายได้ย่อยสลายอินทรีย์สารไปแล้ว มูลสัตว์<br>
<br>
เหล่านี้จึงมีคุณค่าทางสารอาหารแก่พืช<br>
<br>
&divide; ปุ๋ยหมัก<br>
<br>
คือ ปุ๋ยที่ได้จากการหมักเศษอินทรีย์วัตถุต่าง ๆ เช่น ฟางข้าว เศษหญ้า เศษอาหาร <br>
<br>
ขยะสด เป็นต้น<br>
3. การใช้ปุ๋ยพืชสด<br>
<br>
&divide; ปุ๋ยพืชสด<br>
<br>
คือ ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดหนึ่งที่ได้จากต้นพืช และใบสดที่ปลูกเอาไว้หรือขึ้นเองตามธรรมชาติ <br>
<br>
เมื่อสับ - ตัด -กลบ หรือทิ้งไว้ให้เน่าเปื่อยผุพังหมดแล้วจะให้ธาตุอาหารพืช และเพิ่มปริมาณอินทรีย์วัตถุไปในดินซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อพืชที่ปลูกตามมา ปุ๋ยพืชสดที่นิยมใช้ทำเป็นปุ๋ยพืชสด คือ พืชตระ<font color=red>***</font>ลถัว เช่น ถั่วพุ่มดำ ถั่วพร้า ถั่วเขียว ปอเทือง และ โสนอัฟริกัน เป็นต้น ซึ่งเป็นพืชที่ปลูกง่าย โตเร็ว ดูแลรักษาง่ายและเมื่อายุพืชปุ๋ยสดครบกำหนด คือ ถึงระยะเวลาออกดอกให้ทำการไถกลบ โดยทั่วไปมีอายุประมาณ 45-46 วัน ขึ้นอยู่กับชนิดพืช ก็จะได้ปุ๋ยพืชสด ประมาณ 1-2 ตัน ต่อไร ซึ่งเป็นวิธีการเพิ่มปุ๋ยให้แก่ดินได้เร็ว จำนวนมาก ราคาถูก<br>
<br>
4. การใช้ปุ๋ยชีวภาพ เป็นการใช้เทคนิคจุลินทรีย์ท้องถิ่น (ตามแบบของสมาคมเกษตรธรรมชาติของประเทศเกาหลีใต้ L.M.O.)<br>
<br>
&divide; ปุ๋ยชีวภาพ<br>
<br>
คือ ปุ๋ยที่ประกอบด้วยสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ซึ่งมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ที่ทำประโยชน์ให้แก่ ดิน<br>
<br>
และพืช ซึ่งมีชีวิตเล็ก ๆ เหล่านี้จะเป็นตัวการทำให้พืชได้รับธาตุอาหารหรือสิ่งที่เป็นประโยชน์ทำใ ห้พืชสามารถเจริญเติบโตได้ดี<br>
<br>
&divide; น้ำหมักชีวภาพ<br>
<br>
คือ การนำเอาพืช ผัก ผลไม้ สัตว์ชนิด ต่าง มาหมักกับน้ำตาลทำให้เกิดจุลินทรีย์ ที่เป็น<br>
<br>
ประโยชน์จำนวนมาก ซึ่งจุลินทรีย์เหล่านี้จะไปช่วยย่อยสลายธาตุอาหารต่าง ๆ ที่อยู่ในพืชมีคุณค่าในแง่ของธาตุอาหารพืชเมื่อถูกย่อยสลายโดยกระบวนการย่อยสลายของแบคทีเรีย หรือจุลินทรีย์สารต่าง ๆ จะถูกปลดปล่อยออกมา เช่น โปรตีน กรดอะมิโน กรดอินทรีย์ ธาตุอาหารรองจุลธาตุ ฮอร์โมนเร่ง การเจริญเติบโต วิตามินซึ่งพืชสามารถนำไปใช้ในการเจริญเติบโต ได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br>
<br>
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการทำเกษตรอินทรีย์ที่ได้ผลและถูกต้องเหมาะสมจะต้องปรับปรุงบำรุงดินเป็นอันดับแรกด จนดินมีชีวิต (ดินอุดมสมบูรณ์) พร้อมกับเสริมความมั่นใจด้วย ใช้น้ำหมักชีวภาพแทนการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมี ก็จะประสบผลสำเร็จในการทำเกษตรอินทรีย์อย่างแน่นอนเพียงแต่ต้องทำอย่างต่อเนื่องจริงจังด้วยจิตใจที่มุ่งมั่นตลอดไป<br>
<br>
<br>
<br>
น้ำหมักชีวภาพหรือน้ำสกัดชีวภาพ<br>
ปัจจุบันได้มีการเรียกชื่อน้ำหมักชีวภาพที่แตกต่างกันออกไป เช่น น้ำสกัดชีวภาพ ปุ๋ยน้ำจุลินทรีย์ เป็นต้น และผู้คิดค้นวิธีการทำน้ำหมักชีวภาพขึ้นมาขณะนี้ไม่ต่ำกว่า 100 สูตร โดยเกษตรกรเองได้ทดลองทำ และเรียนรู้นำไปใช้กับพืชผลของตนเอง ก็ได้พบความมหัศจรรย์ของเจ้าน้ำหมักชีวภาพตัวนี้ ว่าสามารถดลบันดาลให้พืชผลของตนเองเจริญเติบโตงอกงามขึ้นอย่างรวดเร็ว ในระยเวลามิช้ามินาน ศัตรูพืชที่เคยเข้ามารบกวนพืชผลต่าง ๆ หลังจากปลูกไม่ว่าจะเป็นโรคแมลงค่อย ๆ ลดน้อยถอยลงไปเป็นลำดับ หลังจากที่ได้ใช้น้ำหมักชีวภาพนี้แล้ว จึงแสดงให้เห็นว่าน้ำหมักชีวภาพมีความสำคัญ และความจำเป็นต่อการทำเกษตรอินทรีย์อย่างแท้จริง<br>
<br>
<br>
<br>
ประโยชน์ของน้ำหมักชีวภาพ<br>
&oacute; เร่งการเจริญเติบโตของพืช &oacute; เร่งการออกดอกของพืช<br>
<br>
&oacute; เพิ่มคุณภาพของผลผลิตให้ดีขึ้น &oacute; เป็นสารไล่แมลงศัตรูพืชง<br>
<br>
&oacute; เป็นสารเสริมสุขภาพในคนและสัตว์ &oacute; บำบัดกลิ่นเหม็นในปศุสัตว์<br>
<br>
&oacute; ฉีดพ่นก่อนไถกลบตอซังทำให้ตอซังนิ่ม &oacute; บำบัดน้ำเสียในการประมง<br>
<br>
&oacute; เป็นสารเร่งและเป็นธาตุอาหารเสริมในปุ๋ยหมัก<br>
<br>
<br>
<br>
วิธีทำน้ำหมักชีวภาพ<br>
จำแนกได้เป็น 7 ประเภทหลัก ๆ ดังนี้<br>
<br>
1. การทำน้ำหมักชีวภาพจากพืชสด<br>
<br>
2. การทำน้ำหมักชีวภาพจ่ากผลไม้<br>
<br>
3. การทำน้ำหมักชีวภาพจากสัตว์ เช่น หอยเชอรี่ ปลา<br>
<br>
4. การทำน้ำหมักชีวภาพจากมูลสัตว์<br>
<br>
5. การทำน้ำหมักชีวภาพจากขยะในครัวเรือน<br>
<br>
6. การทำน้ำหมักชีวภาพจากสูตรรวมมิตร<br>
<br>
7. การทำน้ำหมักชีวภาพป้องกันกำจัดศัตรูพืช<br>
<br>
<br>
วิธีการทำน้ำหมักชีวภาพจากพืชสด<br>
ส่วนผสม<br>
1. พืชสดทั่วไปที่หาได้ในหมู่บ้าน เช่น ผักบุ้ง กวางตุ้ง คะน้า ผักขม ผักเสี้ยน <br>
<br>
หรืออื่น ๆ ที่สดตัดให้เป็นชิ้นเล็กรวมกัน 3 ส่วน<br>
<br>
2. กากน้ำตาล 1 ส่วน<br>
<br>
3. เปลือกสับปะรด 1 ส่วน<br>
<br>
4. น้ำมะพร้าว 1 ส่วน (ถ้ามี)<br>
<br>
วิธีทำ นำพืช กากน้ำตาลเปลือกสับปะรด และน้ำมะพร้าวตามอัตราส่วนผสมคลุกเคล้าด้วยกันบรรจุลงในถังหมักพลาสติก ปิดฝาเก็บไว้ในที่ร่ม นาน 7 - 15 วัน จึงสามารถใช้ได้<br>
<br>
ประโยชน์ / วิธีใช้<br>
&egrave; เร่งการเจริญเติบโตของพืชผัก พืชไร่ ไม้ผล ใช้น้ำหมักชีวภาพ 3 - 4 ช้อนชา ต่อน้ำ 1 ปี๊บ ฉีดพ่นทุก ๆ 5 - 7 วัน<br>
<br>
&egrave; ใช้เป็นสารเร่งและเพิ่มคุณภาพปุ๋ยหมัก ใช้กำจัดกลิ่นน้ำเสียหรือในคอกปศุสัตว์ใช้นำหมักชีวภาพ<br>
<br>
15 - 20 ช้อน ต่อน้ำ 1 ปี๊บ ราด รดให้ชุ่ม<br>
<br>
&egrave; ให้แช่เมล็ดพันธุ์ก่อนเพาะปลูก 12 ชั่วโมง ช่วยเพิ่มเปอร์เซ็นต์ความงอกใช้น้ำหมักชีวภาพ 3 ช้อน ต่อน้ำ 1 ปี๊บ แช่เมล็ดพันธุ์<br>
<br>
วิธีทำน้ำหมักชีวภาพจากผลไม้<br>
ส่วนผสม<br>
1. ผลไม้สุก เช่น ฟักทอง มะละกอ กล้วยน้ำหว้า หรือมะเขือเทศรวมกัน 2 ส่วน<br>
<br>
2. พืชสดหลาย ๆ ชนิดสับเป็นชิ้นเล็ก 1 ส่วน<br>
<br>
3. กากน้ำตาล 1 ส่วน<br>
<br>
4. เปลือกสับปะรด 1 ส่วน<br>
<br>
5. น้ำมะพร้าว 1 ส่วน (ถ้ามี)<br>
<br>
วิธีทำ นำผลไม้ พืชสด กากน้ำตาล เปลือกสับปะรด น้ำมะพร้าวตามอัตราส่วน ผสมคลุกเคล้าเข้ากัน บรรจุถังหมักพลาสติกปิดฝาเก็บไว้ในที่ร่ม นาน 7 - 15 วัน จึงสามารถใช้ได้<br>
<br>
ประโยชน์ / วิธีใช้<br>
&egrave; เร่งการติดดอก ติดผล ของพืชผักผลไม้ ใช้นำหมักชีวภาพ 3 - 4 ช้อนแกง ต่อน้ำ 1 ปี๊บ<br>
<br>
(20 ลิตร) ฉีดพ่นทางใบ ทุก ๆ 5-7 วัน ตั้งแต่ระยะพืชออกดอก และติดผลได้<br>
<br>
&egrave; ประโยชน์อื่น ๆ ได้เช่นเดียวกับน้ำหมักชีวภาพจากพืชสด<br>
<br>
วิธีทำน้ำหมักชีวภาพจากสัตว์<br>
<br>
ส่วนผสม <br>
<br>
1. เปลือกหอยเชอรี่บดละเอียดหรือปลา 2 ส่วน<br>
<br>
2. กากน้ำตาล 1 ส่วน<br>
<br>
3. เปลือกสับปะรด 1 ส่วน<br>
<br>
4. น้ำมะพร้าว 1 ส่วน (ถ้ามี)<br>
<br>
วิธีทำ นำหอยเชอรี่ทุบหรือบดละเอียดหรือปลา กากน้ำตาลและเปลือกสับปะรดผสมคลุกเข้าด้วยกัน ตามอัตราส่วน บรรจุลงถังหมักปิดฝาเก็บไว้ในที่ร่มนาน 15-30 วัน ใช้งานได้ <br>
<br>
ประโยชน์และวิธีใช้<br>
&egrave; ใช้ประโยชน์อื่น ๆ ได้เช่นเดียวกับน้ำหมักชีวภาพชนิดอื่น<br>
<br>
วิธีการทำน้ำหมักชีวภาพป้องกันกำจัดศัตรูพืช<br>
<br>
วิธีทำ 1. ปฏิบัติเช่นเดียวกับการทำน้ำหมักชีวภาพเพียงแต่เปลี่ยนชนิดพืชผัก ผลไม้เป็นชนิดพืชที่มีฤทธิ์ทางยาสมุนไพร เช่น สะเดา ข่า ตะไคร้หอม ยาสูบ บอระเพ็ด สาบเสือ อื่น ๆ<br>
<br>
2. หรือจะใช้วิธีนำพืชดังกล้าวมาทุบหรือตำให้แตก แช่น้ำหมักทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง แล้วกรองเอาแต่น้ำไปใช้ฉีดพ่นพืชได้<br>
<br>
ประโยชน์ / วิธีใช้<br>
<br>
&egrave; เช่นเดียวกับน้ำหมักชีวภาพทั่วไป<br>
<br>
<br>
<br>
ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการทำและใช้น้ำหมักชีวภาพ <br>
<br>
1. ควรใช้น้ำหมักชีวภาพฉีดพ่น ราด รดพืชผัก ผลไม้ในเวลาเช้าหรือเย็นไม่ควรให้ถูกแสงแดดเนื่องจากน้ำหมักชีวภาพมีชีวิต คือ จุลนทรีย์ที่เป็นประโยชน์<br>
<br>
2. ไม่ควรใช้นำหมักชีวภาพร่วมกับสารเคมีทุกชนิด<br>
<br>
3. เคล็ดลับการหมัก ให้คอยเขย่าถังหมักพร้อมเปิดฝาวันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น เมื่อครบ 7 วัน ให้ดมกลิ่นว่าหอมหวานแสดงว่าดีใช้ได้ แต่ถ้ามีกลิ่นบูดเปรี้ยว ให้แก้ไขด้วยการเติมกากน้ำตาลเพิ่มหมักต่ออีก 3 วัน แล้วให้ดมกลิ่นดู ถ้ายังมีรกลิ่นบูดเปรี้ยวอีกให้เติมกากน้ำตาลหมักไว้จนกว่าจะมีกลิ่นหอมหวาน การเก็บน้ำหมักชีวภาพที่ดีต้องเก็บไว้ในที่มืดภายในอุณหภูมิห้องนาน 6 เดือน - 1 ปี ระหว่างที่เก็บหากมีกลิ่นบูดเปรี้ยวก็ให้เติมกากน้ำตาลลงไปแล้วหมักต่อ<br>
<br>
4. การใช้น้ำหมักชีวภาพ ถ้าจะให้ได้ผลต้องใช้ควบคู่กับปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก<br>
<br>
<br>
<br>
ผลิตจากหอยเชอรี่<br>
<br>
วิธีที่ 1 การทำจากหอยเชอรี่ทั้งตัวพร้อมเปลือก<br>
นำตัวหอยเชอรี่ทั้งตัวมาทุบหรือบดให้ละเอียดจะได้เนื้อหอยเชอรี่พร้อมเปลือกและน้ำจากตัวหอยเชอรี่ และนำผสมกับน้ำตาล และน้ำหมักหัวเชื้อจุลินทรีย์ธรรมชาติ อัตรา 3 : 3 : 1 คนให้เข้ากันและนำไปบรรจุในถังหมักขนาด 30 ลิตร หรือ 200 ลิตร อย่างใดอย่างหนึ่งปิดฝาทิ้งไว้อาจคนให้เข้ากันหากมีการแบ่งชั้นให้สักเกตุดูว่ากลิ่นเหม็นหรือไม่ ถ้ามีกลิ่นเหม็นให้ใส่น้ำตาลโมลาสเพิ่มขึ้น และคนให้เข้ากันจนกว่าจะหายเหม็น ทำอย่างนี้เรื่อยไปจนกว่าจะไม่เกิดแก๊ซให้เห็นบนผิวหน้าของน้ำหมักหอยเชอรี่ แต่จะเห็นความระยิบระยับอยู่ที่ผิวหน้าน้ำหมักดังกล่าว บางครั้งอาจจะพบว่ามีตัวหนอนลอยบนผิวหน้าและบริเวณข้างถังภาชนะบรรจุ ควรรอจนกว่าตัวหนอนดังกล่าวตัวใหญ่เต็มที่และตายไป ถือว่าน้ำหมักหอยเชอรี่ทั้งตัวเสร็จสิ้นขบวนการกลายเป็นน้ำหมักชีวภาพหอยเชอรี่ สามารถนำไปใช้ได้หรือนำไปพัฒนาผสมผสานกับปุ๋ยน้ำอื่น ๆ ใช้ประโยชน์ต่อไป <br>
<br>
วิธีที่ 2 การทำจากไข่หอยเชอรี่ <br>
นำไข่หอยเชอรี่หรือกลุ่มไข่หอยเชอรี่มาทุบหรือบดให้ละเอียด จะได้นำไข่หอยเชอรี่พร้อมเปลือกแล้วนำไปผสมกับกากน้ำตาลและน้ำหมักหัวเชื้อจุลินทรีย์ธรรมชาติ อัตรา 3 : 3 : 1 คนให้เข้ากันแล้วนำไปหมักตามขบวนการเช่นเดียวกับวิธีที่ 1 <br>
วิธีที่ 3 การทำจากไข่หอยเชอรี่และพืช <br>
นำไข่หอยเชอรี่หรือกลุ่มไข่หอยเชอรี่มาทุบหรือบดให้ละเอียด และนำไปผสมกับพืชส่วนที่อ่อน ๆ หรือส่วนยอดความยาวไม่เกิน 6 นิ้ว หรือไม่เกิน 1 คืบ ที่หั่นหรือบดละเอียดแล้วเช่นกัน แล้วนำมาผสมกันในอัตราส่วน ไข่หอยละเอียด : กากน้ำตาล : พืชส่วนอ่อนบดละเอียดและน้ำหมักหัวเชื่อจุลินทรีย์ธรรมชาติ คือ 3 : 3 : 1 แล้วนำไปหมักตามขบวนการเช่นเดียวกับวิธีที่ 1<br>
วิธีที่ 4 นำตัวหอยเชอรี่ทั้งตัวจำนวนเท่าใดก็ได้มาต้มในกะทะ<br>
พร้อมทั้งใส่เกลือแกงผสมไปด้วยในจำนวนพอเหมาะเพื่อให้เนื้อหอยเชอรี่แยกจากเปลือกได้ง่ายขึ้นและนำเฉพาะเนื้อหอยเชอรี่มาบดให้ละเอียดให้ได้จำนวน 3 ส่วน เพื่อผสมกับกากน้ำตาลและน้ำหมักจากเชื้อจุลินทรีย์ธรรมชาติ 3 : 3 : 1 คนให้เข้ากันแล้วนำไปหมักตามขบวนการเช่นเดียวกับวิธีที่ 1 <br>
วิธีที่ 5 การทำจากเนื้อหอยเชอรี่และพืชสด<br>
นำเนื้อหอยเชอรี่ที่ได้จากการต้มกับเกลือเหมือนวิธีที่ 4 มาบดให้ละเอียดแล้วนำไปผสมกับกากน้ำตาลและชิ้นส่วนของพืชที่อ่อน ๆ เหมือนอัตราส่วนเนื้อหอยเชอรี่บดละเอียด : น้ำหมักหัวเชื้อจุลินทรีย์ คือ 3 : 3 : 1 ผสมให้เข้ากันแล้วนำไปหมักตามขบวนการเช่นเดียวกับวิธีที่ <br>
<br>
วิธีที่ 6 การทำจากเนื้อหอยเชอรี่ไข่หอยเชอรี่และพืชสด<br>
วิธีการนี้เป็นการผสมปุ๋ยหมักแบบเบ็ดเสร็จไม่ต้องแยกวัสดุแต่ละชนิดควรใช้อัตราส่วน ดังนี้เนื้อหอยเชอรี่พร้อมเปลือก หรือเนื้อหอยเชอรี่อย่างเดียว :ไข่หอยเชอรี่ :พืชก่อน อัตรา 3:3:5-6:2:3 มีข้อสังเกตุเพียงดูว่ากลิ่นเหม็นหรือไม่เพียงใด หากมีกลิ่นเหม็นให้เติมกากน้ำตาล และน้ำหมักหัวเชื้อ<br>
จุลินทรีย์ธรรมชาติเพิ่มขึ้นจนกว่าจะไม่มีกลิ่น จะใช้เวลานานแค่ไหนเพียงใดให้ดูลักษณะผิวหนังของน้ำหมัก เช่นเดียวกับการทำน้ำหมักหัวเชื้อจุลินทรีย์ธรรมชาติอัตราการใช้พืชที่อายุน้อย ระยะการเจริญเติบโตแรก ๆ ใช้อัตราเดียวกับการทำน้ำหมักหัวเชื้อจะลินทรีย์ธรรชาติอัตราการใช้พืชที่อายุน้อย ระยะการเจริญเติบโตแรก ๆ ใช้อัตรา 1:500-10,000 หรือจาการทดสอบเบื้องต้นพบว่าอัตราที่เหมาะสมคือ 20 ซีซี / น้ำ 20 ลิตร สามารถใช้ได้ 7-10 วัน ขึ้นอยู่กับชนิดอายุช่วงการเจริญเติบโตของแต่ละพืชว่าเป็นพืชผัก ไม้ดอกไม้ประดับ ไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชไร่ ข้าว เป็นต้น ซึ่งยังต้องการข้อมูลจากการทดสอบอีกมาก<br>
<br>
การทำปุ๋ยหมักชีวภาพ<br>
การทำปุ๋ยหมัก<br>
วิธีการทำปุ๋ยหมักชีวภาพ<br>
<br>
ส่วนผสม<br>
<br>
1. มูลสัตว์แห้ง 3 ส่วน 2. แกลบดิบเปลือกถั่วหรือเศษพืช 3 ส่วน<br>
<br>
3. แกลบดำ 1 ส่วน 4. รำละเอียด 1 ส่วน<br>
<br>
5. น้ำหมักชีวภาพและกากน้ำตาลอย่างละ 3-4 ช้อนแกงผสมน้ำ 10 ลิตร<br>
<br>
วิธีทำ นำส่วนผสมต่าง ๆ คลุกเข้าด้วยกัน รดด้วยน้ำหมักชีวภาพพอชุ่ม หมักกองไว้ 5-7 วัน ในที่ร่มโดยจะกองกับพื้นดินคลุมด้วยกระสอบ หรือบรรจุกระสอบปิดปากก็ได้ถ้ามีใยสีขาวมีกลิ่นหอม แสดงว่าใช้งานได้<br>
<br>
วิธีการทำปุ๋ยหมักดินชีวภาพ<br>
<br>
ส่วนผสม<br>
<br>
1. ดินแห้งทุบละเอียดหรือดินขุยไผ่ 5 ส่วน 3. แกลบดำ 2 ส่วน<br>
<br>
2. มูลสัตว์แห้ง 2 ส่วน 4. รำละเอียด 2 ส่วน<br>
<br>
5. ขุยมะพร้าว 2 ส่วน<br>
<br>
6. น้ำหมักชีวภาพและกากน้ำตาลอย่างละ 3-4 ช้อนแกงผสมน้ำ 10 ลิตร<br>
<br>
วิธีทำ นำส่วนผสม 1-5 ผสมคลุกเข้ากัน รดด้วยน้ำหมักชีวภาพพอชุ่ม หมักไว้ 3-5 วัน มีราขึ้นกลิ่นหอมเหมือนเห็ดใช้งานได้<br>
<br>
ประโยชน์ / วิธีใช้<br>
&egrave; เหมาะสำหรับผสมดินทั่วไป ใช้เพาะต้นไม้ ปักชำ ตอนกิ่ง จะทำให้ต้นกล้าไม้สมบูรณ์ แข็งแรง โดยใช้ปุ๋ยหน้าดินผสมดินร่วนแกลบเผาผสมคลุกเข้ากันให้ดีก่อนนำไปใช้ในอัตรา 1:1:1<br>
<br>
การทำปุ๋ยคอกหมักชีวภาพ<br>
ส่วนผสม<br>
<br>
1. ปุ๋ยคอก 1 ส่วน<br>
<br>
2. แกลบเผา 1 ส่วน<br>
<br>
3. รำละเอียด 1 ส่วน<br>
<br>
4. น้ำหมักชีวภาพ และกากน้ำตาลอย่างละ 3-4 ช้อนแกงผสมน้ำ 10 ลิตร<br>
<br>
วิธีทำ นำส่วนผสมมาคลุกเข้าด้วยกัน รดน้ำด้วยน้ำหมักชีวภาพพอชุ่ม กองปุ๋ยหมักหนา ประมาณ 1.5 ซม. คลุมด้วยกระสอบพลิกกลับวันละ 1 ครั้ง ทิ้งไว้ 3-5 วันนำไปใช้ได้<br>
<br>
วิธีใช้ ใช้ได้ดีกับพืชผักทุกชนิด ปุ๋ยคอกจะมีธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์กับพืชมากขึ้น <br>
<br>
<br>
<br>
การใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพและน้ำหมักชีวภาพกับไม้ผล ไม้ยืนต้น<br>
<br>
การเตรียมหลุมปลูก<br>
<br>
ใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพ 1-2 กิโลกรัม ผสมกับดินเดิม คลุมด้วยฟาง รดด้วยน้ำหมักชีวภาพ 3 ช้อนแกง ต่อน้ำ 10 ลิตร ทิ้งไว้ 7 วันก่อนปลูก<br>
<br>
ไม้ผลที่ปลูกแล้ว<br>
1. หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตและตัดกิ่งใส่ปุ๋ยหมักชีวภาพ 1 กิโลกรัม ต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตรบริเวณรอบทรงพุ่มคลุมด้วยฟางใส่ปุ๋ยหมักชีวภาพ 2 ครั้ง<br>
<br>
2. รดด้วยน้ำหมักชีวภาพเพื่อกระตุ้นการแตกยอดจากใบใหม่ อัตรา 3 ช้อนแกง ต่อน้ำ 10 ลิตรเดือน ละ 2 ครั้ง ตามช่วงอายุการเจริญเติบโตล<br>
<br>
3. เมื้อไม้ผลติดดอก ติดผล ควรเพิ่มการใช้น้ำหมักชีวภาพจากผลไม้หรือจากสัตว์ เป็นเดือนละ 1 ครั้ง<br>
<br>
<br>
<br>
<br>
<br>
<br>
<br>
<br>
<br>
<br>
การผลิตพืชอินทรีย์ องค์การบริหารส่วนตำบลเมืองคง<br>
<br>
<br>
<br>
<br>
<br>
<br>
<br>
<br>
<br>
<br>
<br>
คุณ nonglek
วันที่ 7 เม.ย. 2552 07:32
IP 203.156.45.57
คำตอบที่ 1
<img src="pic/pukey.gif"> [img][/img] <i></i> <font color=FF6600></font> <font color=FF00FF></font>
คุณ วิษณุ พันธ์สุข
วันที่ 12 มิ.ย. 2552 09:59
IP 117.47.174.91
คำตอบที่ 2
คุณ 1582
วันที่ 3 ก.ค. 2552 13:56
IP 203.113.122.254
คำตอบที่ 3
เขียนได้ละเอียดดีมากๆ